|
ร้าน มุทิตา
www.muthita.99wat.com
Tel : 0811866147 |||| suwat-7@hotmail.com
ID LINE : aronin [ ร้าน มุทิตา "สอบถามได้ครับ ง่ายๆ เป็นกันเอง" ] Feel free to ask.
|
|
|
เหรียญหลวงปู่จันทร์ รุ่นปัจฉิมกาล วัดป่าบึงเขาหลวง เขื่องใน อุบลราชธานี ปี 2538
|
||||||||||||||||
|
||||||||||||||||
![]() ส่งข้อความ
|
||||||||||||||||
ชื่อร้านค้า
|
มุทิตา | |||||||||||||||
โดย
|
Muthita | |||||||||||||||
ประเภทพระเครื่อง
|
พระเกจิทั่วไป | |||||||||||||||
ชื่อพระ
|
เหรียญหลวงปู่จันทร์ รุ่นปัจฉิมกาล วัดป่าบึงเขาหลวง เขื่องใน อุบลราชธานี ปี 2538 |
|||||||||||||||
รายละเอียด
|
เหรียญหลวงปู่จันทร์ รุ่นปัจฉิมกาล วัดป่าบึงเขาหลวง เขื่องใน อุบลราชธานี ปี 2538 หลวงพ่อจันทร์ อินทวีโร หรือพระครูบรรพตวรกิจ เป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงพ่อชา ท่านเกิดในสกุล ทองมี ที่บ้านกลางใหญ่ ตำบลกลางใหญ่ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ในปีพ.ศ.๒๔๖๕ สมัยหนุ่มท่านใช้ชีวิตแบบฆราวาสทั่วไป ผ่านการมีครอบครัว มีบุตรสองคน ต่อมาเมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร ได้รับการคัดเลือกให้เป็นทหาร สังกัดมณฑลทหารบกที่ ๖ ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี เมื่อได้รับการปลดประจำการ ท่านจึงเดินทางไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ท่านจับงานหลายอย่างตามพื้นความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ คนปั่นสามล้อเป็นงานหนึ่งที่ท่านทำในสมัยนั้น ประสบการณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี ทยอยผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ซ้ำในแต่ละวัน ท่านยังคงประคับประคองตัวเองได้ ไม่ถลำตัวไปกับสิ่งไม่ดีเหล่านั้น ฤดูฝนปีหนึ่ง ท่านเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านเกิดพร้อมความตั้งใจที่จะบวชเรียนสักหนึ่งพรรษา เพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิตแก่ตนมา และได้รับการอุปสมบท ที่วัดศรีธาตุ ต.กลางใหญ่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะนั้นอายุ ๒๔ปี ท่านตั้งใจเรียนปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมโท บวชได้ ๒ พรรษา ท่านจึงลาสิกขาบทออกมาช่วยครอบครัวทำนา ส่วนภรรยาของท่านนั้น หลังจากกลับไปอยู่กับพ่อในครั้งที่ท่านไปเป็นทหาร ค่อยๆ ห่างเหินเลิกร้างกันไป ส่วนบุตรชายทั้งสองนั้น คนโตสิ้นบุญไปตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนลูกชายคนเล็ก ได้บวชเจริญรอยพ่อในเวลาต่อมา หลังฤดูเก็บเกี่ยวปีหนึ่ง ท่านลาญาติพี่น้องไปเสี่ยงโชคในเมืองกรุงอีกครั้ง คราวนี้ท่านไปทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ เป็นพนักงานให้อาหารไก่ เป็นเวลา ๒ปี รู้สึกว่างานไม่ก้าวหน้านัก จึงได้ย้ายงานไปเป็นพ่อครัวปรุงอาหารให้ฝรั่ง นายฝรั่งที่ว่านี้เป็นบาทหลวงสอนศาสนาคริสต์ เมื่อนายฝรั่งกลับอเมริกาแล้ว ท่านจึงรวบรวมเงินทองกลับมาเปิดร้านซักรีดในเมืองอุบลฯ แต่กิจการซักรีดต้องปิดในเวลาไม่นาน ท่านจึงกลับไปกรุงเทพฯอีกหน แต่การกลับมาบางกอกของท่านในครั้งนี้ ได้พกพาความคิดหลายอย่างติดมาด้วย บางวันจิตใจของท่านมักวกวนอยู่กับความเบื่อหน่ายเรื่องเก่าๆในชีวิตผุดมาให้คิดเสมอ ผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนไม่มีศีลธรรม ไม่มีน้ำใจ มีแต่คนเห็นแก่ตัว แก่งแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบกันไม่เว้นแต่ละวัน อาการเบื่อมาเยี่ยมจิตใจท่านบ่อยเข้าจนเก็บงำไว้ไม่ไหว จึงได้ปรารภกับเพื่อนว่า “กูจะบวชอีก และบวชไม่สึก” เพื่อนๆเห็นท่านตั้งใจจริงจัง จึงลงขันกันจัดหากองบวชมาให้ ท่านได้หอบเอาเครื่องบวชกลับบ้านเกิด และได้บวชอีกครั้งสมปรารถนาในวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๕ ณ พัทธสีมาวัดศรีธาตุ บ้านกลางใหญ่ ขณะนั้นท่านอายุได้ ๓๐ปี ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌาย์ว่า “อินทวีโร” ท่านได้อยู่ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมเอก และอุปัฏฐากรับใช้ครูบาอาจารย์ ตลอดจนช่วยท่านสมภารพัฒนาวัดเรื่อยมาราวห้าปี สมภารจึงได้พาท่านไปฝากฝังกับท่านเจ้าคุณฯวัดกลาง เมืองอุบลฯ เพื่อให้ท่านได้เรียนบาลี ท่านจึงเข้ามาพักที่วัดกลาง ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ และได้เริ่มเรียนบาลีในปีนั้นเอง แต่การเรียนบาลีของท่านไม่ค่อยราบรื่นนัก ทั้งที่ท่านขยันท่องหลักสูตรทั้งค่ำเช้า แต่ยังหลงๆลืมๆ ได้ต้นลืมปลาย จนรู้สึกท้อแท้ต่อการเรียนบาลี ขณะที่ท่านพะว้าพะวงอยู่นั้นท่านได้ยินข่าวเล่าลือเกี่ยวกับ หลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง ฝั่งวารินฯว่า ”แตกฉานในนักธรรมบาลี เทศน์ได้แจ่มแจ้งจับอกจับใจนัก ท่านเพียงแต่นั่งหลับตาเท่านั้น ก็รู้เห็นอะไรไปหมด” ท่านจึงนึกสงสัยว่าจะจริงหรือ ที่ว่านั่งหลับตาเฉยๆ แล้วแตกฉานในนักธรรมบาลี ขนาดท่านลืมตาท่องจนปากเปียกปากแฉะ ยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวอะไรเลย จึงต้องการไปดูให้เห็นกับตา เมื่อได้โอกาสอันเหมาะสมจึงกราบลาท่านเจ้าคุณฯวัดกลาง เพื่อไปทดลองปฏิบัติธรรม หลวงพ่อจันทร์ ไปถึงวัดหนองป่าพงในบ่ายวันหนึ่งของปี พ.ศ. ๒๕๐๓ พอเดินเข้าเขตวัดเท่านั้น ท่านเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านมองรอบตัวด้วยความชื่นชมถึงความสงบ ร่มรื่นของสถานที่ มองเห็นพระกำลังช่วยกันกวาดใบไม้ เช็ดถูศาลา และตักน้ำใส่ตุ่ม...ลานวัดแม้จะมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น แต่ตามพื้นดินใต้ร่มไม้ ถูกปัดกวาดแลดูสะอาดตา พระช่วยกันตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ แล้วเทน้ำผ่านผ้ากรองลงถังเก่าๆ ก่อนจะช่วยกันหามไปใส่ตุ่ม แล้วปิดฝาไว้มิดชิด พร้อมกับเอาขันคว่ำไว้บนฝาโอ่งนั้น... และแม้แต่ผ้าเช็ดเท้าที่ปูไว้หน้าประตูศาลา ก็ยังดูสะอาดสะอ้าน และพับไว้ด้วยความเรียบร้อย จนแทบไม่กล้าเหยียบลงไป...กิริยาท่าทางของพระแต่ละองค์ช่างสงบเสงี่ยม ไม่พูดคุยกัน มีแต่เสียงกวาดใบไม้ และเสียงตักน้ำ ดังมาเป็นระยะๆ แล้วเงียบหายไปกับความวังเวงของป่า ความปิติก่อตัวขึ้นในใจของท่าน ตั้งแต่เดินเข้ามาในเขตวัด และยิ่งได้เห็นความสงบเรียบร้อยของพระที่กำลังทำกิจวัตรแล้ว ท่านตัดสินใจว่า ยังไงๆ จะต้องขออยู่วัดนี้ให้ได้... “ก่อนนี้...ท่านอาจารย์จันทร์ ยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ...อะไรหรอก แต่เพราะท่านมีความอดทน ท่านอยู่ในโอวาท เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ พูดอะไร สั่งสอนอย่างไร...ก็ไม่เถียง ยอมรับฟัง...รับไปพิจารณา ท่านอยูกับผมมา หก-เจ็ดปี ท่านแสวงหาธรรมะจากครูบาอาจารย์ ปฏิบัติตามทุกอย่างที่เป็นทางแห่งความเจริญ ปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ที่พาทำ พากล้าหาญ โดยไม่กลัวต่ออะไรทั้งนั้น ท่านจึงมีกำลังมาก ทั้งกำลังกายและกำลังใจ”...(หลวงพ่อชา) ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ หลวงพ่อชาได้ส่ง หลวงพ่อจันทร์กับพระอีก ๒ รูป และเณรรูปหนึ่ง ไปจำพรรษา ที่วัดป่าบึงเขาหลวง บ้านกลางใหญ่ อำเภอเขื่องใน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อจันทร์ กาลเวลาล่วงเลยไป ๒๙ ปี (๒๕๐๙-๒๕๓๘) วัดบึงที่เคยรกร้าง ได้กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นวัดใหญ่ มีพระเณร แม่ชี และอุบาสก อุบาสิกา มาศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก ต่อมาศิษย์ของหลวงพ่อจันทร์ ได้แยกออกไปตั้งวัดบ้าง และมีชาวบ้านถิ่นอื่นมานิมนต์หลวงพ่อไปสร้างวัดป่าในถิ่นของเขาบ้าง ท่านได้ให้การสนับสนุน และจัดส่งพระที่มีความสามารถไปสงเคราะห์ชาวบ้านในที่ต่างๆ กว่าสิบแห่ง ถึงแม้ว่าวัดป่ากว่าสิบแห่งนี้ จะเกิดจากบารมีธรรมของท่าน แต่หลวงพ่อจะให้ความเคารพต่อหลวงพ่อชา โดยให้วัดสาขาเหล่านี้ขึ้นตรงต่อวัดหนองป่าพง หลวงพ่อจันทร์ มีความเคารพต่อครูบาอาจารย์มาก ถ้ามีโอกาสเมื่อไร ท่านจะไปฟังธรรม และขอนิสัยจากหลวงพ่อชาเสมอ ซึ่งความจริงนั้น การขอนิสัยเป็นกิจของพระใหม่เท่านั้น ที่ต้องกระทำต่ออาจารย์ เพื่อฝากฝังตัวเป็นศิษย์ให้ท่านอบรมสั่งสอน แต่หลวงพ่อจันทร์ จะขอนิสัยเมื่อมีโอกาสไปวัดหนองป่าพง จนกระทั่งหลวงพ่อชาต้องบอกว่า “พอเถอะจันทร์” ไม่ว่าวันคืน ฤดูกาล และสังขาร จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลวงพ่อจันทร์ก็ยังคงเป็นหลวงพ่อจันทร์ ที่ทุกคนคุ้นเคยและรู้จัก แม้อายุสังขารจะเข้าสู่วัยชรา และถูกโรครุมเร้าหลายต่อหลายโรค เป็นต้นว่าโรคกระเพาะ ลำใส้อักเสบ เส้นเลือดในกระเพาะอาหารพอง ม้ามโต นิ่ว มะเร็งในตับ ต่อมลูกหมากโต แต่ท่านไม่เคยละทิ้งหน้าที่ และไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เย็นวันนั้น (๒๔ มีนาคม ๒๕๓๘) หลังจากประชุมเกี่ยวกับสถานที่สร้างเมรุ หีบศพ และกำหนดจำนวนวันตั้งศพบำเพ็ญกุศล ฯลฯ หลวงพ่อปวดท้องอย่างรุนแรง ไข้ขึ้นสูง หนาวสั่น และถ่ายเป็นเลือดสีดำๆ พระลูกศิษย์เห็นอาการหลวงพ่อน่าวิตก จึงกราบนิมนต์ท่านไปโรงพยาบาล “รอดูมันก่อน ผมทนได้” หลวงพ่อพูดไม่ให้พระกังวลและตกใจ สองชั่วโมงต่อมา อาการของหลวงพ่อไม่ดีขึ้น ลูกศิษย์จึงขอโอกาสนำท่านส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ผลการตรวจของแพทย์พบว่า กระเพาะอาหารและลำใส้ของหลวงพ่ออักเสบอย่างรุนแรง วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อยิ้มแย้ม ร่าเริง พูดคุยทักทายกับทุกคนที่มาเยี่ยมด้วยอารมณ์ดีเป็นปกติ แต่ญาติโยมที่ทราบอาการของท่านดี ต่างเก็บความเศร้าสลดและน้ำตาไว้ไม่ได้ หลวงพ่อได้พูดปลอบใจ ให้ทุกคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา “หลวงพ่อเป็นอย่างไรบ้าง” พระเถระรูปหนึ่งกราบเรียนถามถึงอาการหลวงพ่อ “จิตใจยังดีอยู่ ปกติอยู่” หลวงพ่อตอบ “ผมเตรียมพร้อมทั้งกายและใจแล้ว ถ้าพาผมกลับไปสิ้นใจที่วัดได้ก็คงจะดีนะ” เช้าตรู่ของวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๘ หลวงพ่อตื่นขึ้นด้วยความแจ่มใส พูดคุยกับลูกศิษย์ที่เช็ดตัว และเปลี่ยนผ้านุ่ง ผ้าปูที่นอนให้ท่าน ด้วยความร่าเริงเช่นทุกวัน หลวงพ่อจะพูดจาสนุกๆ และไม่แสดงอาการอะไรให้ใครต้องหนักใจ ทำให้พระเณรที่มาอุปัฏฐากร่าเริง แจ่มใสไปกับท่านด้วย เมื่อเช็ดหน้าเช็ดตัวเสร็จ หลวงพ่อถ่ายเป็นเลือดสดๆออกมามากกว่าทุกครั้งและกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วห้อง “ใกล้แล้วซี่ ถ้าถ่ายออกมาอย่างนี้” หลวงพ่อกล่าวขึ้นหลังจากเห็นเลือดในกระโถน เจ็ดนาฬิกา... พระอุปัฏฐากถวายอาหารหลวงพ่อ ท่านฉันได้นิดหน่อย เพราะรู้สึกแน่นท้อง พระพยายามคะยั้นคะยอให้หลวงพ่อฉันอีก “พวกท่าน ก็ดีแต่ยุให้ผมฉันมากๆ” หลวงพ่อพูดด้วยอารมณ์ดี “แต่พอผมปวดท้อง ก็ปล่อยให้ผมปวดคนเดียว” พระอุปัฏฐากก็ได้แต่ยิ้มๆ นึกขำในอารมณ์ขันของหลวงพ่อ ต่อจากนั้น ท่านได้ชวนคุยไปเรื่อยๆ แล้วบอกให้พระช่วยปลงผมให้ ซึ่งตามปกติพระจะปลงผมเฉพาะวันโกนเท่านั้น ขณะพระจะเริ่มลงมือปลงผมให้หลวงพ่อ ท่านหยิบใบมีดโกนใส่ด้ามให้ศิษย์ดู แนะนำวิธีโกนผม และพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง พอปลงผมเสร็จ ท่านบอกให้พระปิดประตูห้องและผ้าม่าน แล้วถ่ายและอาเจียรออกมาเป็นเลือดอีกครั้ง แต่ท่านไม่ลืมที่จะบอกให้พระเอากระโถนมารองเลือด และเช็ดปากให้ท่าน “ผมต้องขอโทษพวกท่านด้วย ที่ต้องมาลำบากเพราะผม” หลวงพ่อพูดเบาๆ หลังจากหยุดอาเจียร พระอุปัฏฐากสังเกตุเห็นว่า หลวงพ่ออ่อนแรงลงมาก จึงให้โยมไปแจ้งข่าวให้พระเถระในเครือวัดหนองป่าพงทราบ หลวงพ่อเริ่มปวดท้องอย่างรุนแรง และอาเจียรออกมาเป็นเลือดอีกหลายครั้ง พระเณรและญาติโยม เริ่มมารวมกันแน่นอยู่หน้าห้อง ไอ.ซี.ยู. และได้แต่ยืนมองผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปด้วยความสลดใจ ภายในห้องเริ่มโกลาหล ฝั่งขวามือของหลวงพ่อเต็มไปด้วยหมอและพยาบาล ที่ทั้งฉีดยาและเจาะนั่นเจาะนี่อยู่เป็นระยะๆ หลวงพ่อจะอนุญาต และคอยบอกให้พระซึ่งยืนแน่นอยู่ข้างเตียงด้านซ้าย ให้หลีกทางให้หมอและพยาบาลทำงานได้สะดวก หลวงพ่อมักจะถามว่า “ฉีดยาอีกแล้วหรือ” หลายนาทีต่อมา หลวงพ่อนอนนิ่ง ไม่ถ่ายและอาเจียร ไม่กระสับกระส่าย สีหน้าเป็นปกติ เมื่อหมอขออนุญาตจะทำการรักษาต่อ หลวงพ่อพูดกับศิษย์เบาๆว่า “หยุดซะ...พอ...ผมพอแล้ว” ๑๒.๐๙ น. ของวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๘ เครื่องตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า ซึ่งติดอยู่กับตัวหลวงพ่อตลอดเวลา ตั้งแต่เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. แสดงสัญญานให้รู้ว่า หัวใจของหลวงพ่อหยุดเต้นแล้ว ใบหน้าและผิวกายหลวงพ่ออิ่มเอิบ ไม่มีริ้วรอยของความทุกข์ หรือความห่วงกังวลต่อสิ่งใด ท่านยังคงเป็นหลวงพ่อจันทร์ที่ลูกศิษย์คุ้นเคย ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และความร่าเริง เบิกบาน คงเป็นของท่านอยู่เสมอ แม้ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต |
|||||||||||||||
ราคา
|
- | |||||||||||||||
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
|
0811866147 | |||||||||||||||
ID LINE
|
ID LINE : aronin [ ร้าน มุทิตา "สอบถามได้ครับ ง่ายๆ เป็นกันเอง" ] Feel free to ask. | |||||||||||||||
จำนวนการเข้าชม
|
96 ครั้ง | |||||||||||||||
บัญชีธนาคารที่ใช้ยืนยันตัวตน
|
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร / 020244301xx-x
|
|||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||